ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“บอดี้ปั๊มต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพื่อให้โปรแกรมยังดำรงอยู่ได้”

by Sarah Shortt

glen-bodypump
glen-bodypump

ซาร่าห์ ชอร์ท: คุณใช้เวลาในการสร้างรีลีสหนึ่งนานแค่ไหน?

เกล็น ออสเตอร์การ์ด: คุณลองมองแต่ละรีลีสออกเป็นสามส่วน: การหาเพลง การสร้างโครีโอกราฟฟี และการปรับจูนคลาสให้เข้ากันในขั้นตอนสุดท้าย

การหาเพลงใช้เวลานานที่สุด และเพลงต้องมาก่อนเสมอ สำหรับบอดี้ปั๊ม™ ผมใช้เวลาสองถึงสามสัปดาห์ในการฟังเพลงทั้งหมดที่ผมรวมมาและฟังรวบรอบก่อนทีหนึ่ง ก่อนที่จะคัดให้เหลือราว 100 เพลง ไดอาน่า [อาร์เชอร์ มิลส์] และผมจะตีวงให้แคบเหลือแค่เพลย์ลิสต์หลักๆ แต่ผมก็จะยังมีไอเดียว่าผมอยากได้อะไร ดังนั้นจาก 100 เพลง ผมก็จะมีไว้สัก 20 เพลงที่เราจะมาเลือกต่อ – วอร์มอัพสองแทรค สควอตสองแทรค และอื่นๆ การตัดสินใจว่าจะใช้เพลงไหนคือส่วนที่ยากที่สุด และเมื่อเสร็จแล้ว ผมจะปรับแต่งในส่วนของผมเพื่อขยายเพลงให้ยาวไปให้พอดีและนั่นก็จะใช้เวลาอีกราวสัปดาห์.

ประมาณเดือนนึง ผมก็จะได้ 12 แทรค [รวมถึงแทรคสำหรับรูปแบบคลาส 45 นาทีด้วย] และพูดว่า โอเค ไปได้! ปกติแล้วผมจะทำสองอย่างไปพร้อมกัน คือผมจะคิดท่าคลาสสักครึ่งนึง – เอาไปใช้ทดลองสอนสักสัปดาห์หนึ่ง - และสัปดาห์ต่อมาลองอีกครึ่งหนึ่งของคลาส เพื่อที่ผมก็จะได้ 12 แทรคเต็ม

ผมจะคิดท่าแต่ละแทรคค่อนข้างเร็ว และนี่เป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์แบบที่เหมาะกับผม เวลาส่วนใหญ่จะอยู่กับการหาเพลงและให้แน่ใจว่าแต่ละแทรคมีความแตกต่าง (contrast) กันเพียงพอ นั่นคือส่วนที่ยาว - และอาจใช้เวลานานมาก - แต่ตัวโครีโอกราฟฟีนั้นค่อนข้างเร็ว.

คุณทดลองแต่ละรีลีสด้วยคลาสทั้งหมดกี่คลาส?

ปกติแล้วสักสามคลาสผมก็จะพร้อมละ ไดอาน่าจะลงมาในคลาสที่สี่ และก็เป็นแจ็คกี้ [มิลส์] ที่จะลงมาในคลาสที่ห้า

ตอนที่คุณทดลองคลาส คุณมีเปลี่ยนอะไรจากสิ่งที่คุณเห็นตรงหน้าคุณไหม?

มี และก็อะไรก็ตามที่ผมว่ามันเหมาะ บางทีผมอาจจะพบว่า จุดนั้นไม่เวิร์คหรือความรู้สึกมันไม่ใช่ แล้วผมก็จะดึงตรงนั้นออกเมื่อจบคลาสทดลองคลาสแรกและเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย ผมก็จะได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของตัวงานในครั้งแรกละ และนั่นก็คือโครงสร้างและความรู้สึกของคลาสและนวัตกรรมนั่นเอง แล้วก็มาสู่ 20 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย – จุดเปลี่ยนเล็กๆ – ที่จะสร้างความแตกต่าง และนั่นคือการใช้เวลาช่วงท้ายสุด การมีเวลาเปลี่ยนอะไรนิดหน่อยคือจุดที่จะสร้างความพิเศษของคลาสได้.

กับอาร์พีเอ็ม™และเลสมิลส์สปรินต์™ก็เป็นแบบนี้เหมือนกันไหม?

อาร์พีเอ็มนั้นเหมือนกัน และผมอาจจะใช้เวลาในการหาเพลงมากกว่าด้วยเพราะผมต้องให้ความลื่นไหลในคลาสนั้นใช่ และมีความรู้สึกกับความไหลลื่นระหว่างแทรคของอาร์พีเอ็มจริงๆ ในบอดี้ปั๊ม คุณอาจมีเพลงที่ต่างออกไปจากแทรคอื่นนิดหน่อยและนั่นก็ยังเวิร์คเพราะว่าคุณหยุดแล้วเปิดเพลงใหม่ตอนสอนได้ – คลาสไม่ได้ต่อเนื่องกัน แต่อาร์พีเอ็ม คุณต้องให้ได้ความไหลลื่นแบบนั้น: แทรคหนึ่งต้องส่งต่อไปยังแทรคสอง แล้วค่อยไต่ขึ้นในแทรคสาม เปลี่ยนเข้าสู่แทรคสี่ ไต่ขึ้นในแทรคห้า ส่งต่อไปยังแทรคหกและจบด้วยแทรคเจ็ด.

ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงแค่ฟังเพลงและผมก็สลับมันไปเรื่อยๆ เอาเพลงนี้ไว้ตรงนี้ อีกเพลงไว้นั่นแล้วลอง อ่ามันไม่ใช่ แล้วถ้าผมเอาอันนี้มาใส่ตรงนั้น นั่นจะเปลี่ยนจุดที่ตรงนี้จะเป็น... ก็จะมีการสลับเปลี่ยนแทรคต่างๆ เพื่อให้ได้ทั้งเจ็ดแทรคที่เข้ากันพอดี แต่โครีโอกราฟฟีในอาร์พีเอ็มนั้นง่ายจริงๆ เมื่อคุณจัดเพลงได้และเซ็ตเรียบร้อย ผมก็จะเอาไปลองปั่น; งานที่ต้องทำก่อนนั่นคือส่วนที่สำคัญสุด - วางพื้นฐานก่อน เวลาและความคิดสร้างสรรค์ของอาร์พีเอ็มนั้นคือการให้ได้ความสอดคล้องของเพลงทั้งหมด.

แล้วเลสมิลส์สปรินต์ล่ะ?

สปรินต์นั้นจะต่างไปสักหน่อยเพราะเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างหนักในเวลาที่กำหนด ดังนั้นจึงเป็นการวางเวิร์คเอาท์แพลนแล้วจากนั้นจึงหาเพลงที่ให้ความรู้สึกที่ใช่ และความรู้สึกในสปรินต์ก็ไม่เหมือนอาร์พีเอ็ม.

ความคิดสร้างสรรค์นั้นมาจากการเก็บเอาเพลงมาอย่างละนิดอย่างละหน่อยและเอามารวมกันเพื่อสร้าง 28 นาทีที่เราต้องการ เนื่องจากโปรแกรมนี้ค่อนข้างแตกต่าง ผมจึงต้องมีไอเดียก่อนว่าผมต้องการอะไรก่อนที่ผมจะเริ่ม ในขณะที่โครงสร้างของอาร์พีเอ็มและบอดี้ปั๊มนั้นเหมือนกันเสมอ.

แต่ละโปรแกรมก็ต่างกัน -แต่ละคลาสก็จะมีวิธีการของมันเองในการเอาทุกอย่างมารวมกัน – แต่ทุกโปรแกรมต้องเริ่มด้วยเพลงก่อนเสมอ เมื่อพื้นฐานพร้อมด้วยการหาแทรคและเอามารวมกันแล้ว โครีโอกราฟฟีในนั้นก็จะเร็วเลยทีเดียว.

คุณได้แรงบันดาลใจมาจากที่ไหนที่ทำให้อาร์พีเอ็มและบอดี้ปั๊มยังคงสดใหม่และเต็มไปด้วยนวัตกรรม?

อาร์พีเอ็มนั้นเป็นเรื่องของการเลือกเพลงและการมีเสียงที่ต่างๆ กันไป ความสดใหม่มาจากการลองเอาเสียงที่ต่างๆ กันมาไว้ในตำแหน่งต่างๆ ก็เหมือนคุณเปลี่ยนแทรคที่สองและสี่ หรือสามและหก หรือสามและเจ็ด...

สำหรับบอดี้ปั๊ม ผมได้ไอเดียมาจากที่ต่างๆ: อย่างการออกกำลังกายที่ผมทำเองอยู่แล้ว ไอเดียที่ผมได้จากคนอื่นๆ อย่าง คอรีย์ [เบร์ด] ไอเดียจากไดอาน่าและแจ็คกี้... บอดี้ปั๊มนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างที่ผู้สอนอาจจะได้เห็นแล้วในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา.

คุณลงเรียนคอร์สในมหาวิทยาลัยล่าสุดมาเมื่อไร และอะไรคือตัวอย่างของสิ่งที่ได้จากการเรียนที่มีผลต่อการพัฒนาโปรแกรม?

ย้อนไปในปี 2015 ผมเรียนจบใบประกาศและคอร์สนั้นก็ช่วยให้ผมสร้างเลสมิลส์ปรินต์ได้ โฟกัสใหญ่ในตอนนั้นเลยคือการเทรนแบบ HIIT และดังนั้น สปรินต์จึงเป็นโปรแกรมที่ออกมาจากการเรียนรู้นั้น.

“ผมไม่อยากให้บอดี้ปั๊มหมดความสำคัญและตายไปเพราะเราไม่ได้ปรับตัวตามสิ่งที่คนรุ่นต่อไปต้องการ”

 

แต่ละวันของคุณนั้นเป็นอย่างไร และคุณจัดการความสำคัญต่างๆ กันไปอย่างไรในฐานะพ่อ สามี และผู้อำนวยการโปรแกรม?

ผมขึ้นมาเทรนแต่เช้าก่อนที่ลูกๆ จะตื่น ผมตื่นและไปวิ่งตอนตี 5 พอ 7 โมงผมก็ช่วยเตรียมเด็กๆ ก่อนที่พวกเขาจะไปโรงเรียน จากนั้นผมก็ทำเรื่องที่เหลือในวันนั้น และบางทีผมก็สอนตอนค่ำ จากนั้นก็จัดการลูกๆ อีกทีตอนเย็น.

คุณต้องจัดเวลาให้ดี คุณรู้ไหม ซาร่าห์ [ออสเตอร์การ์ด ภรรยาของเกล็น] ดูแลเรื่องส่วนใหญ่ของเด็กๆ ไปแล้ว และก็จะมีบางช่วงของวันที่เด็กๆ ต้องการคุณสุดๆ ปกติแล้วก็จะเป็นตอนเข้า – อาหารเช้าและเตรียมตัวไปโรงเรียนและนู่นนี่ - และตอนเย็น อาหารเย็นและอาบน้ำและเข้านอน ดูแลเด็กเป็นเรื่องที่ใช้เวลามากสำหรับคนที่มีลูก และผมทำงานจากที่บ้านได้ นั่นก็เลยทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นด้วย.

เรามีเวลาใช้ชีวิตเต็มที่แต่สำคัญที่การจัดการเวลา - ระหว่างเวลานี้ถึงเวลานี้ผมจะทำนี่ แล้วช่วงนี้ถึงตอนนั้นผมจะทำงาน และจากนั้นผมจะทำนี่และวิธีเดียวที่จะทำได้ - สำหรับผมแล้ว มันคือการวางระบบ.

คุณเคยคิดถึงฟิตเนสแมจิกที่คุณสอนไหมหรือนั่นเป็นสไตล์ตามธรรมชาติของคุณอยู่แล้ว?

ผมไม่ได้คิดถึงเลย ผมแค่ทำสิ่งที่ผมจะทำ ผมชอบสร้างสรรค์รีลีส – นั่นเป็นช่วงที่ผมได้นั่งและเปิดเพลงฟัง แล้วก็ อะ เอามารวมกันดู – มันเจ๋งอยู่นะ และผมก็ได้ไปลองสอนในคลาส – นั่นก็เจ๋ง อย่างแบบ ผมแทบรอไม่ไหวที่จะสอนคลาสบอดี้ปั๊มใหม่คืนวันพรุ่งนี้ – มันเป็นรีลีสที่ดีมาก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และสิ่งใหม่ๆ สุดๆ และท่าออกกำลังกายก็เยี่ยมมาก ผมเลยตั้งตารอ ถ้าผมตั้งตารอสอนรีลีสใหม่แล้วล่ะก็ นั่นจะเป็นคลาสที่ดี.

คุณมองวิวัฒนาการของฟิตเนสในวัยของคุณอย่างไรบ้าง?

ผมพบว่า เมื่อตัวผมเองอายุมากขึ้น ผมไม่สามารถทำอะไรซ้ำๆ ได้ หลายปีก่อนผมวิ่งได้ทุกวันและก็ผลักดันตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ผมทำไม่ได้แล้ว ผมยังเทรนตัวเองหนักๆ ได้ ผมแค่ต้องฉลาดเลือกว่าจะเอาอะไรมารวมกันบ้าง ตอนนี้ผมเลยเซ็ตวันที่ผมจะวิ่ง วันที่ผมจะเทรนความแข็งแรง... ผมพยายามที่ทำตามโปรแกรมที่เซ็ตไว้ในแต่ละสัปดาห์เพื่อที่ว่าผมจะยังออกกำลังกายได้มากเท่าเดิมโดยที่ไม่บาดเจ็บ คุณต้องฉลาดพอที่จะรู้ว่าคุณจะทำอะไร.

อะไรคือสิ่งที่คุณเคยทำที่เราคงไม่มีทางเดาถูก?

หลายๆๆ ปีมาแล้ว - ร่วม 20 ปีได้ - ผมเคยอยู่บนเวทีกับแกนดาล์ฟ [อาร์เชอร์ มิลส์]

เคยมีร้านอาหารในนิวมาร์เก็ต [ในโอ๊คแลนด์] ชื่อว่า Burgundy’s คนจะมาที่ร้านนี้ นั่งกินข้าวและก็ดูโชว์ไปด้วย - มีทั้งเต้น ร้องเพลง และการแสดง ก็คล้ายๆ กับการแสดงคาบาเร่ต์เต็มรูปแบบ.

Burgundy’s นั้นอยู่ในนิวมาร์เก็ตอยู่หลายปี และมันก็ปิดตัวลงและหลายปีต่อมาพวกเขาก็ตัดสินใจจะทำโชว์อีก นักเต้นผู้หญิงยังอยู่กันหมดแต่เขาต้องหาผู้ชาย และผู้หญิงบางคนเคยไปยิม เขาก็เลยได้ผมกับแกนดาล์ฟไปทำโชว์บนเวที มีไม่กี่โชว์เองและก็ต้องมีบัตรเชิญเท่านั้นด้วย.

คุณทำอะไรบนเวที?

ผมต้องแต่งตัวเหมือนเอลวิส เพรสลีย์ และแกล้งร้องเพลงของเขา มันเป็นแค่การขยับลิ้นในปาก ผมต้องขยับปากตามคำและก็แกล้งแสดงว่ามีอะไรผิดปกติ... ผมต้องแสดงและทำเป็นโกรธขึ้นมาและทำให้มันตลก แกนดาล์ฟอยู่ฝั่งเต้น เขาเยี่ยมมากแต่ผมเต้นไม่เป็นผมก็เลยต้องทำอย่างอื่นแทน!

บอดี้ปั๊มนั้นเปลี่ยนไปพอสมควรในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา คุณแชร์เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงนี้หน่อยได้ไหม?

โปรแกรมทุกโปรแกรมของเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอเพื่อที่เราจะยังเข้ากับสังคมได้ และบอดี้ปั๊มก็เช่นกัน ผมไม่อยากให้บอดี้ปั๊มหมดความสำคัญและตายไปเพราะเราไม่ได้ปรับตัวตามสิ่งที่คนรุ่นต่อไปต้องการ.

ตอนที่ผมเริ่มทำบอดี้ปั๊ม ผมก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มคนที่อายุน้อยอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว และถ้าผมยังทำสิ่งที่ผมทำเมื่อ 15 ปีก่อน – อย่างเลือกเพลงแบบเดิมและทำแบบเดิมๆ กับโปรแกรม - มันก็คงไม่เหมาะ มันเคยใช้ได้เมื่อตอนนั้น เพราะนั่นคือสิ่งที่คนต้องการ แต่เราก็ต้องปรับให้เข้ากับสิ่งที่คนนิยมตอนนี้.

ความต้องการเรื่องการเทรนแบบฟังชันแนลนั้นเติบโตขึ้นมาก คุณลองมองไปที่เมืองใหญ่ๆ เมืองไหนก็ได้และคุณก็จะเห็นอะไรแบบ F45 และคลับบูทีคที่ผุดขึ้นไปทุกที่ เลสมิลส์เองก็ได้นำเสนอการเทรนแบบฟังชันแนลของเราเองกับโปรแกรมใหม่ Ceremony และ Conquer และผมก็ได้เห็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่มาคลาสบอดี้ปั๊มของผมในเย็นวันอังคารตอน 18:10 ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปเล่นโปรแกรมเหล่านั้น เพราะการเทรนแบบนั้นเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ.

ผมต้องแน่ใจว่าผมยังนำเสนอโปรแกรมให้คนรุ่นใหม่ด้วย เพราะถ้ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ มันก็จะเกิดขึ้นในคลาสของผู้สอนอื่นๆ ด้วย และถ้าผมไม่เปลี่ยนการออกกำลังกายให้ดึงดูดคนรุ่นสหัสวรรษหรือเจน Z บอดี้ปั๊มก็จะกลายเป็นของล้าหลังและผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น.

ดังนั้นในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผมเลยโฟกัสไปที่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในโปรแกรม - กับเพลง กับวิธีการนำเสนอการออกกำลังกายและลักษณะท่าทางของการออกกำลังกายที่เห็นได้.

ตอนนี้ผมเลยได้แนวเพลงที่มาจากดีเจหลายๆ คน และเอซร่า [แฟนเทิ่ล แผนกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์] และผมก็ชอบมันด้วย ผมไม่สนว่าเพลงจะมาจากไหนตราบเท่าที่ฟังแล้วดีและให้ความรู้สึกดี ตอนนี้เราก็เลยมีเสียงที่ฟังดูเด็กลงในบอดี้ปั๊ม ก็ยังได้ความรู้สึกและเสียงแบบเดิมแต่ฟังดูเด็กลงและสดใหม่ขึ้น.

ในการนำเสนอคลาส วิธีการที่ควรสอนบอดี้ปั๊มตอนนี้คือตรงไปตรงมา ดราม่าน้อยลง พูดให้น้อยลง... ขึ้นเวที หยิบบาร์ พุช เพลย์แอนด์โก นั่นเป็นวิธีการที่ปั๊มเคยเป็นหลายปีมาแล้ว พยายามทำให้ช่วงแนะนำสั้นลงเพราะการแนะนำแทรคยาวๆ จะทำให้ความฮึกเหิมในคลาสหายไปและคุณจะเห็นเลยว่าคนจะไม่อิน พยายามคอนเน็คพวกเขาไว้และให้อยู่กับการออกกำลังกาย และให้ช่วงเปลี่ยนระหว่างแทรคสั้นๆ และตรงประเด็น.

ในการออกกำลังกาย ผมสร้างให้มีความรู้สึกในการเทรนมากขึ้นด้วยการเพิ่มท่าออกกำลังกายแบบฟังชันแนลมากขึ้น บอดี้ปั๊มยังเป็นการเทรนที่ใช้แรงต้านแบบทำซ้ำมากครั้งอยู่แต่ผมเพิ่มบางท่าเข้าไปเพื่อให้คลาสดูใหม่และไม่หยุดนิ่ง เพิ่มคาร์ดิโอเข้าไปด้วย ผู้สอนอาจจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วในสามรีลีสล่าสุด – 110, 111 และ 112 และใน 113 ที่เราเพิ่งถ่ายทำไปที่ซิดนีย์ ผมได้เอาท่าออกกำลังกายที่มีความเป็นคาร์ดิโอมากมาต่อกับท่าออกกำลังกายแบบไอโซเลเต็ดด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในแทรคไตรเซ็ป เราจะทำเมาน์เทนไคลบ์เมอร์ ท่าออกกำลังกายนั้นหมายความว่าเราจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจไปพร้อมๆ กับดึงให้ไตรเซ็ปทำงาน เพื่อที่ว่าพอคุณไปทำท่าไตรเซ็ปตามแบบเดิม คุณจะเหนื่อยมากขึ้น คุณก็จะได้อะไรมากขึ้นจากแทรคโดยรวม.

สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือบอดี้ปั๊มยังเป็นโปรแกรมที่น่าทึ่งสำหรับผู้คนอยู่ และคุณจะได้ผลลัพธ์จากโปรแกรมนี้ในแบบที่คุณจะไม่ได้จากการเล่นคลาสเซอร์กิตแบบอื่นที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ คลาสเซอร์กิตจะพัฒนาเครื่องยนต์ในร่างกายคุณและเผาผลาญแคลอรี่ แต่ไม่ได้นำเสนอการปรับรูปแบบกล้ามเนื้อแบบที่คุณได้จากการเล่นเวทเทรนนิ่งแบบถูกต้อง.

ความท้าทายของผมตอนนี้คือการให้คนรุ่นใหม่กลับมาคลาสวันอังคารเย็นของผม - และนั่นคือการต่อสู้ของผมเพื่อบอดี้ปั๊ม.

ถ้าคุณมีผู้สอนบอดี้ปั๊มจากทั่วโลกมารวมตัวกันในที่เดียว คำแนะนำที่คุณจะให้แก่พวกเขาคืออะไร?

อาจจะเป็นการบอกให้เขาไปตามกระแส และไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เราอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด และแม้ว่าการยึดติดกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตจะเป็นเรื่องดี แต่ก็อย่างที่เลส จูเนียร์บอก ถ้าเราแค่ทำอย่างนั้น ก็เหมือนเราขี่ม้ามายิมนั่นแหละ!

ผมอาจจะขอให้พวกเขาพยายามทำความเข้าใจอะไรก่อนที่จะตัดสินไป ผมรู้ว่ามีการถกเถียงกันเกี่ยวกับท่าโลวพุล/ไฮพุลในแทรค 4 รีลีส 111 ผมจะขออธิบายที่มาของการเปลี่ยนท่านี้สักหน่อย:

อย่างที่ผมบอกว่า ทุกอย่างเริ่มจากเพลง เพลงๆ นั้น “No Reserve” เป็นแทรคที่มีจังหวะ 160 bpm – ซึ่งถือว่าค่อนข้างเร็วกับแทรคหลัง ที่ผ่านมา แทรคหลังมักจะมีจังหวะอยู่ที่ 130 ถึง 140 bpm ดังนั้นเลยค่อนข้างท้าทายสักหน่อยที่จะคิดท่ากับเพลงที่เร็วแบบนี้.

อย่างไรก็ตาม ผมมีเพลงที่ยอดเยี่ยมที่ผู้คนจะต้องชอบ ผมก็เลยอยากหาทางที่จะใช้เพลงนี้ที่ทั้งสดและใหม่อยู่ คุณทำท่าซิงเกิ้ลเดดโรว์กับความเร็วแบบนั้นไม่ได้เพราะมันเร็วไป ผมก็เลยใส่เป็นดับเบิ้ลเดดโรว์ - ก็คือเดดลิฟท์กับการดึงสองครั้ง – เพื่อให้เข้ากับเพลง แล้วจากจุดที่มีท่าใหม่นั้น เราก็ต้องการที่จะลดความเร็วลงเพื่อเข้าสู่ช่วงท่าคลีนแอนด์เพรส คนที่เคยยกน้ำหนักในโอลิมปิกจะรู้ว่าเมื่อคุณต้องเรียนรู้การยกน้ำหนักให้ถูกต้องในท่าคลีนแอนด์สแนช คุณจะไม่ยกจากพื้นขึ้นไปทันที – คุณต้องแบ่งท่าออกก่อน: คุณเริ่มจากสะโพก ไปต้นขา ไปที่พื้น เพื่อที่คุณจะรู้ขั้นตอนในการเตรียมตัวที่จะทำท่าคลีนแอนด์สแนช นี่จะเป็นการเตรียมคุณให้พร้อมกับท่าทั้งทางจิตใจและร่างกาย และท่าโลวพุล/ไฮพุลนั้นก็ทำแบบเดียวกัน ท่านี้จะเตรียมกลุ่มกล้ามเนื้อด้านหลังให้พร้อมกับท่าแบบเร็วเพื่อที่คุณจะทำท่าได้ต่อเนื่องขึ้น ยกได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น.

และนั่นคือจุดที่นวัตกรรมเข้ามาในแทรคนั้น แต่ก็มีที่มาจากเพลงก่อน; ถ้าผมไม่ได้ใช้แทรคที่มีความสดและ ให้ความคึกคักและเร็วแบบนี้ - ท่านั้นก็คงจะไม่ถูกคิดขึ้นมา.