ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

พลังของความเชื่อมโยงช่วยสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกของคุณ

by David Slack

WFW
WFW

คุณเคยรับรู้ถึงพลังความอบอุ่นที่คุณได้รับจากการช่วยเหลือผู้สูงอายุข้ามถนน หรือ การบริจาคให้กับเว็บไซต์ระดมทุนความช่วยเหลือ หรือไม่? เหตุการณ์เหล่านี้มีหลักทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำเหล่านั้นมีค่ามหาศาล การทำดีเพื่อผู้อื่นช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเองได้ – เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย การกินอาหารที่ดี การนอนหลับเพียงพอ และการไม่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันบน Instagram

 

จากโครงงานของ นักจิตวิทยา และ ฮีโร่บาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ผู้ไม่แสวงหาผลกำไร นามว่า โอทิส ฟุลตัน (ในภาพ) เขาได้สร้างงานวิจัยที่ช่วยองค์กรเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นการกระทำการระดมทุนความช่วยเหลือ ซึ่ง Workout for Waterโครงการพันธมิตรการกุศลระหว่าง Les Mills (เลส มิลส์) และ UNICEF (ยูนิเซฟ)ได้นำข้อมูลงานวิจัยของเขามาประยุกต์ใช้ ซึ่งโอทิสกล่าวว่า คุณค่าของพลังความอบอุ่นที่เรารู้สึกได้จากการทำดีนั้น มีมาช้านานเทียบเท่า มนุษยชาติ ที่บังเกิดมี
 

otis

98% ของบรรพบุรุษเรา อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแอฟริกา ที่ซึ่งสัญชาตญาณที่ลึกที่สุดของเราได้รับการพัฒนา บนทุ่งหญ้าสะวันนา การรู้ว่าคุณยืนอยู่ตรงไหนเป็นเรื่องของชีวิตและความตาย คุณต้องการให้ผู้คนรับรู้ว่าคุณเป็นบุคคลที่มีค่า เพราะนั่นหมายความว่า เมื่อถึงวาระการแบ่งปันอาหารและทรัพยากรคุณจะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันนั้นด้วย ดังนั้นการแสดงว่าเห็นถึงคุณค่าจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญทางสังคม สัญชาตญาณดังกล่าวไม่เคยละทิ้งไปจากเรา โอทิสกล่าว “เสารับสัญญาณการเห็นถึงคุณค่าของเราจะคอยปรับหาเป็นอย่างดี เพื่อให้ตัวเราเองได้รับการเห็นคุณค่าจากผู้อื่น”

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าเราต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าเราเป็นคนที่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่กลุ่ม และเราก็ต้องการเห็นตนเองเป็นเช่นนั้น ในการทดลองของ แมทธิว ลีเบอร์แมน (Matthew Lieberman) นักประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ได้ให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจในเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อ่านข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับการแสดงว่าเห็นถึงคุณค่า เช่น: “เมื่อฉันต้องการความช่วยเหลือ คุณเป็นคนที่ฉันรู้ว่าฉันสามารถหันไปหาได้” ด้วยการอ่านข้อความเหล่านั้นออกมาดัง ๆ จะช่วยกระตุ้นเส้นคลื่นสมองเชิงบวกของพวกเขาให้ส่องสว่าง – ซึ่งเส้นคลื่นสมองที่ส่องสว่างนั้นเปรียบความรู้สึกได้เหมือนกับการกินอาหารจานโปรดที่พวกเขาชื่นชอบ

การเห็นถึงคุณค่าในตัวเราจากผู้อื่น ตัวเราจะคอยปรับหาเป็นอย่างดี หรือกล่าวได้ว่า อย่างฝังลึกมาก แม้ว่าการเห็นถึงคุณค่าในตัวเรานั้นจะได้รับจากคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิงก็ตาม ลีเบอร์แมน เขียนว่า: “สมองของเราต้องการได้รับการเห็นคุณค่าจากผู้อื่นในระดับที่เราเองยังไม่อยากเชื่อ ซึ่งอาจถึงขั้นเป็นที่น่าอายแก่ผู้อื่นเลยก็ว่าได้”

โครงการ Workout for Water ทำให้เรามีภารกิจร่วมกัน มันทำให้เราทุกคนมีโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง

เราทุกคนต่างมีความต้องการที่จะรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างกัน โอทิสกล่าว เราทุกคนต้องการรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ล้อมรอบตัวเรา สิ่งที่กระตุ้นเรา สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะทำ เช่น โครงการ Workout For Water ครั้งนี้ ล้วนเป็นแนวคิดที่ว่าคนอย่างเราต้องการทำให้เกิดขึ้น

โอทิสกล่าวว่า การระดมทุนแบบ เพื่อน-สู่-เพื่อน (peer-to-peer) นั้นเป็นการใช้ประโยชน์จากพลังของการเชื่อมโยงระหว่างเพื่อนมนุษย์ “สมมติว่า ลูกของเราเป็นลูกเสือสำรอง และเราต้องการให้ผู้คนช่วยเหลือ สนับสนุน กิจกรรมกองลูกเสือ หรือ ทีมฟุตบอลของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ คุณจะรู้ว่าคุณอยากจะช่วยบริจาค เพราะคุณเป็นเพื่อนของเรา” โอทิสอธิบาย

 “ไม่ใช่เพราะคุณให้การสนับสนุนทีมเป็นอย่างดี แต่เพียงเพราะคุณสนับสนุนเราที่เป็นเพื่อนของคุณต่างหาก ในภาพรวมของหลักการแบบ เพื่อน-สู่-เพื่อน จะมีอัตราความสำเร็จประมาณ 25–35% นั่นคือเมื่อเรายื่นมือออกไปหาเพื่อนสี่คนและขอความช่วยเหลือเพื่อขอบริจาค ประมาณหนึ่งในสี่ของพวกเขาจะตอบว่าได้ ด้วยวิธีการนี้จึงมีประสิทธิภาพมากในการระดมเงิน และเป็นเพราะเราต้องการเข้าสังคมกับผู้คนที่อยู่ในกลุ่มสังคมของเรา”

 “ปัจจัยสำคัญหนึ่ง ที่เป็นคุณค่า และ เป็นเอกลักษณ์ ของ Les Mills ในโครงการ Workout for Water คือ พวกเราเป็นกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในโปรแกรมการออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องปกติที่จะคิดว่า ‘ใช่ ฉันกำลังออกกำลังกาย ฉันเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนของฉัน นี่เป็นเรื่องง่ายสำหรับฉันที่จะทำอะไรเช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้กับผู้คน ซึ่งฉันว่าเป็นการกระทำที่คุ้มค่า’ ”

การทำให้สมาชิกของคลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ถือเป็นที่สิ่งที่สำคัญมาก โอทิสกล่าวว่า : “ผู้คนต้องการทำความดี แต่คุณไม่ควรทำให้การทำความดีของพวกเขาเป็นเรื่องยาก จนพวกเขาคิดว่ามันไม่คุ้มค่ากับความพยายาม” ฉะนั้น การขจัดข้อจำกัดต่างๆ เพื่อเริ่มต้น “เพียงเงินช่วยเหลือจำนวนไม่มาก หรือด้วยขั้นตอนเพียงเล็กน้อย ผู้คนจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังบรรลุผลสำเร็จในเรื่องที่สำคัญอะไรบางอย่าง มันให้โอกาสคุณได้สัมผัสถึงความรู้สึกเชื่อมโยง ที่คุณเชื่อมต่อกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณ และมันเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้อย่างง่ายดาย”

หากสมาชิกสามารถจับความรู้สึกได้ว่า 'นี่คือสิ่งที่สำคัญต่อชุมชนของฉัน ฉันเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของฉัน คนอย่างเราสามารถทำสิ่งเช่นนี้ให้กับส่วนรวมได้' ฉะนั้น พวกเขาจะรู้สึกมีแรงจูงใจที่จะมีส่วนร่วม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงการ Workout for Water ให้เรามีภารกิจร่วมกัน มันเปิดโอกาสให้เราทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา

สิ่งที่ดีคือ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำอะไรมากมาย “สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการช่วยกันทำล้วนส่งผลสำเร็จต่อโครงการ หากคุณหาเงินได้ 200 เหรียญ ซึ่งฟังแล้วอาจไม่รู้สึกมากมายนัก และคนทั่วไปอาจคิดว่านั่นสามารถเป็นค่าอาหารมื้อค่ำดีๆ ในเมืองได้สักมื้อ แต่ในแง่ของเงินจำนวน 200 เหรียญ สำหรับ UNICEF แล้วนั้น นั่นสามารถทำอะไรได้มากมายมหาศาล ซึ่งอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มันเป็นเรื่องจริง”

สำหรับเงิน 200 เหรียญ นั่นอาจใช้ซื้อท่อน้ำได้ไม่กี่เมตร หรืออาจได้เพียงแท่นก๊อกหนึ่งตัว เพียงเท่านี้ ก็กลายเป็นเรื่องราวที่ทรงพลังมากแล้ว ซึ่งคุณอาจไม่รู้ : เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงหญิงสาววัยรุ่นในหมู่บ้าน ที่ไม่ต้องเดินห้าชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อขนน้ำกลับไปที่หมู่บ้านของเธอ และหญิงสาวเหล่านั้นสามารถใช้เวลาที่เสียไปเพื่อไปโรงเรียนแทนได้ เมื่อคุณเห็นภาพเช่นนี้แล้ว ทันใดนั้น เงิน 200 เหรียญ กลับมีความหมายและยังเพิ่มมูลค่ายิ่งมากขึ้นไปอีก โอทิสกล่าวเสริม : “ผลสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริงของเรื่องนี้ คือ คุณกำลังช่วยให้คนบางคนในแอฟริกาสามารถทำสิ่งที่ให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเหล่านี้ได้ – คุณกำลังเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

หมายเหตุสุดท้าย : โอทิสเป็นผู้เชื่อมั่นในพลังของการทำงานเป็นทีม ผู้ซึ่งให้การสนับสนุนตลอดทั้งชีวิตอย่างภาคภูมิใจแก่ทีมบาสเก็ตบอลแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ในปีนี้เขาเฝ้าดูทีมที่ชนะการแข่งขันระหว่างวิทยาลัยยอดเยี่ยมแห่งสหรัฐอเมริกา (NCAA Division 1) เป็นครั้งแรก ทีมบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนียในปี 1976 ของเขาเป็นทีมแรกที่ชนะการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัย และเขาเล่นในเกม NCAA ในช่วงการแข่งขันยุคแรก ๆ ที่พวกเขาเคยไป “พวกเราแก่แล้ว เรามักชอบพูดว่า เรากำลังวางรากฐานการแข่งขันให้กับทีมรุ่นใหม่ๆ ต่อไป”

ความดีที่คุณทำในวันนี้ จะคงอยู่ได้อีกเป็นเวลาช้านาน