ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เราเลือกเพลงอย่างไร

by Program Directors

music
music

เกล็น ออสเตอร์การ์ด: โปรแกรมนั้นจะมีชีวิตและตายไปก็มาจากคุณภาพของเพลงนั่นแหละ อย่างบอดี้ปั๊ม™และอาร์พีเอ็ม™ ผมมักจะเลือกศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ซึ่งคุณสามารถมั่นใจได้ว่าเสียงร้องจะมีคุณภาพและการผลิตเพลงที่มีคุณภาพเสียงดี สำหรับเลส มิลส์ สปรินต์™ ผมจะใช้อีกแบบหนึ่งไปเลย!

โดยรวมแล้ว เพลงนั้นต้องมีความรู้สึกที่ใช่ในแต่ละโปรแกรม เพราะความรู้สึกจะเป็นตัวสั่งการท่าทาง ผมฟังเพลงจำนวนมากทุกๆ รอบ ผมไม่แน่ใจว่ามากแค่ไหนแต่ผมบอกได้เลยว่าแค่ฟังแป๊บๆ หรือแว้บเดียวที่ฟังผมก็รู้ว่าเพลงนั้นเหมาะหรือไม่

ลิซ่า ออสบอร์น: เพลงคือทุกอย่าง! เพลงผลักดันท่าทางต่างๆ เพลงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เข้าถึงหัวใจของโปรแกรม เพลงเป็นแรงบันดาลใจในความคิดสร้างสรรค์และเป็นสิ่งพิเศษในการสรรค์สร้าง!

ฉันฟังเพลงเป็นพันๆ เพลง - ตอนเดิน ซื้อของ ทำอาหาร พัก และตลอดทั้งวัน...

ฉันชอบที่จะเดินหรือวิ่งและก็แค่ฟังเพลง ฉันฟังเพลงตอนที่ฉันทำงานบ้านและแม้แต่ตอนอาบน้ำ!

บางครั้งฉันรักเพลงเพลงหนึ่งแต่มันไม่มีคอนทราสต์ในเพลงเพียงพอ ฉันก็ต้องปล่อยมันไป – แต่เพลงที่ฉันพบว่าฉันร้องเพลงตาม – เพลงที่ทำให้ฉันยิ้มและรู้สึกดีจากข้างใน – เพลงพวกนี้เป็นเพลงที่เยี่ยมไปเลย!

ราเชล นิวแชม: เพลงเป็นเหมือนอ๊อกซิเจนในเส้นเลือดการเต้นของเราเมื่อพูดถึงชแบม™...เพลงต้องกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ของฉัน แค่นั้น ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น ฉันก็จะเข้าไม่ถึงและไม่สามารถเต้นจากใจได้ และนั่นก็คือสิ่งที่เป็นหัวใจของโปรแกรม: คอนเน็คชั่นนั่นเอง เราดึงความมั่นใจในตัวคนออกมาและปลดปล่อยเขาออกจากสิ่งที่ปิดกั้นตนเอง

ทุกวันนี้ สิ่งที่ปิดกั้นนั้นเพิ่มเป็นสิบเท่าเพราะผู้คนต่างเปรียบเทียบชีวิตของเขากับชีวิตของ “ผู้ทรงอิทธิพล” ในโซเชียลมีเดียที่พวกเขาติดตาม ฉันตั้งตาคอยการกลับมาของชุมชนที่ซึ่งผู้คนต่างเข้าถึงวงจรชีวิตของเขา มากกว่าเปรียบเทียบตนเอง ชแบมเป็นชุมชนที่ทรงพลังที่เต็มไปด้วยการยอมรับและความรัก สำหรับฉัน เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ที่คนเราจะได้แสดงตัวตนออกมาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและไม่มีการตัดสิน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมฉันถึงสร้างชแบมขึ้นมา การเต้นเป็นทางลัดอย่างหนึ่งของชีวิตไปสู่ความสุขและก็ได้เวลาแล้วที่คนควรรู้เรื่องนี้มากขึ้น เพลงคือกุญแจไปสู่ประตูนั้น...

แดน โคเฮ็น: เพลงนั้นเป็นผู้มีอิทธิพลที่ทรงพลังที่สุดโดดๆ เลยในด้านการสร้างสรรค์ของผม ความพิเศษของเพลงเป็นตัวกำหนดเพซ ความรู้สึก ความยาว ดราม่าและความหนักในโครีโอกราฟฟีของเรา ขณะที่เรากำลังสร้างท่าแต่ละรอบ แหล่งที่มาเสียงเพลงก็จะหลากหลาย บ่อยครั้งที่ผมฟังจากเพลย์ลิสต์จากดีเจต่างๆ ไอทูน สปอตติฟาย...ไปพร้อมๆ กับทีมเพลง ผมอาจจะฟังเพลงเป็นร้อยๆ ส่วนที่ท้าทายที่สุดในการเลือกเพลงคือการปรับลิสต์เซ็ตเพลงไปสู่เส้นทางที่สร้างความพิเศษได้มากที่สุด

แกนดาล์ฟ อาร์เชอร์ มิลส์: สำหรับบอดี้แจม™ที่แต่ละรีลีสมีเพลงราว 20 เพลงนั้น ผมจะส่งขอลิขสิทธิ์ประมาณ 60 หรือ 70 เพลง และครึ่งหนึ่งก็จะโดนปฏิเสธทันที เมื่อคุณพยายามที่จะขอลิขสิทธิ์เพลงสำหรับ 70 กว่าประเทศนั้นยุ่งยากมาก! ส่วนเพลงที่เหลือ ส่วนหนึ่งก็มักจะไม่เคลียร์ – เพลงมันก็จะอยู่ตรงนั้นและเราก็ส่งอีเมลไปหาค่ายเพลงและพยายามต่อรองกับพวกเขาแต่ก็ไปไม่ถึงไหน ... แล้วก็มีเพลงอีกส่วนหนึ่งที่ได้ไฟเขียวมา และผมก็จะเริ่มปั้นโปรแกรมออกมาจากส่วนที่ดีสุดของเพลงเหล่านั้น ผมอยากจะแน่ใจว่าผมมีเพลงหลายประเภท หลายสไตล์ และเป็นเสียงเพลงที่ผมชอบ และนั่นคือสิ่งที่ใช้เวลามาก – เมื่อมีแต่เพลงที่ผมชอบมารวมกันทั้งหมด ผมไม่เอาเพลงที่ผมไม่ชอบมาใส่ในบอดี้แจมนะ

มาร์ค นู-สตีล: การค้นหาเพลงที่ยอดเยี่ยมไม่เคยสิ้นสุด ตอนที่ผมทำรีลีสหนึ่งอยู่ ผมก็กำลังมองหาเพลงใหม่ของรีลีสต่อๆ ไปแล้ว

บอดี้สเต็ปเปอร์รักที่จะร้องเพลงไปขณะที่เขาออกกำลังกาย บางคนก็ร้องในหัว บางคนก็ร้องออกมาดังๆ ผมจึงเลือกเพลงที่ติดหูทันที ไพเราะ และสำหรับแทรคพีค - เสียงที่มีพลังงานสูง แข็งแรงและมีจังหวะที่เร่งเร้า เพลงในบอดี้สเต็ป™จะมีคอนทราสต์กันค่อนข้างมากจากเพลงหนึ่งไปอีกเพลงหนึ่ง ดังนั้นผมจึงชอบที่จะค้นหาสไตล์เพลงที่ต่างๆ กันไปในช่วงระหว่างแทรคพีคเพื่อสร้างคอนทราสต์

เอริน มอว์: เรามักจะมองหาเพลงที่สร้างสรรค์ใหม่ที่ทำให้เลสมิลส์กริท™ทันสมัยและได้ความรู้สึกใหม่ๆ ส่วนมากจะเป็นเพลงที่ไม่อิงกับใครเพราะเราจะต้องมาปรับอีกมากและใส่จังหวะนับถอยหลังด้วย ศิลปินโปรดของฉันสามคนที่เรามักใช้ในเลส มิลส์ กริทคือ ทเวนตี้ซิล, คานเย เวสต์ และ ฮัดสัน โมฮอว์ค

คริส ริชาร์ดสัน: เพลงนั้นมีบทบาทใหญ่มากในเดอะทริป™เพลงนั้นเป็นตัวทำคะแนนหรือเป็นซาวด์แทรคของภาพที่เห็นหรือภาพยนตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพลงเป็นเสียงดนตรี - ไม่ต้องมีคำที่ต้องตีความ - เพื่อทำให้สิ่งที่อาจจะเป็นความหนักของการออกกำลังกาย ความงามหรืออารมณ์ในสิ่งที่เรามองอยู่ให้ดีขึ้น และทำให้สไตล์การสอนที่ผู้สอนเลือกที่จะใช้ โดยเฉพาะการใช้น้ำเสียงของพวกเขาดีขึ้น

ผู้สอนนั้นได้รับการเทรนให้ใช้วิธี 80/20 ซึ่งหมายถึงเวลา 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาของเพลงและภาพ และ 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็นสิ่งที่พวกเขาจะทำเพื่อให้ประสบการณ์คลาสดีขึ้น


ไดอาน่า อาร์เชอร์ มิลส์ กับวิวัฒนาการของเพลง:

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราพบว่าเพื่อที่จะรักษาผลิตภัณฑ์ของเราให้เข้ากับสังคมและยังนำเทรนด์ด้วยนั้น เราต้องได้ข้อมูลจากผู้นำและคนวงในอุตสาหกรรม เราทำงานกับ แดน อ๊อกซ์ ผู้เป็นดีเจแถวหน้าคนหนึ่งของนิวซีแลนด์ เพลงนั้นเป็นชีวิตของเขาและเขาก็รู้เทรนด์ที่กำลังจะมาในอุตสาหกรรมเพลง เราเลยขอคำแนะนำเรื่องเพลงจากเขาทุกรอบ นี่เป็นข้อมูลที่ไม่เพียงส่งให้ผู้อำนวยการโปรแกรมเท่านั้นแต่ยังส่งให้ เอซรา แฟนเทิล ผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของเราด้วย เขาทุ่มเทให้การอัพเดตและรีเฟรชเสียงในโปรแกรมของเรา เขาจะกลั่นกรองแทรคของแดน อ๊อกซ์ก่อนและส่งต่อให้ผู้อำนวยการโปรแกรม ดังนั้นเราก็จะจบลงที่การเลือกเพลงที่มาจากแดน อ๊อกซ์ เอซรา และอะไรก็ตามที่เราฟังเองในฐานะผู้อำนวยการโปรแกรม

ผู้อำนวยการโปรแกรมจะนั่งลงกับผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟและเล่าให้พวกเขาฟังว่าเราคิดว่าอะไรที่จะเวิร์คกับเส้นทางในคลาส บางครั้งเราไม่แน่ใจว่าเราอยากไปทางไหน ว่าเราต้องการพาโปรแกรมไปในทิศทางใหม่หรือไม่ เรามีไอเดียเจ๋งๆ แต่เราไม่แน่ใจว่ามันเวิร์คไหม ... บางครั้งอาจจะเป็นความคิดคร่าวๆ และเราก็ใช้การประชุมเหล่านั้นกับผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟเพื่อจับหลักให้ได้ว่ารีลีสนี้จะออกมาเป็นอย่างไรในด้านเพลง บางครั้งอาจจะเป็น นี่พูดถึงคลาสนะ ฉันมีโครีโอกราฟฟีทั้งหมดในใจและนี่คือเสียงที่จะออกมา และถ้านั่นใช่ล่ะก็ หลายครั้งเลยที่ผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟก็จะบอกว่า ใช่ ใช่ ใช่!
 

เสียงของบอดี้คอมแบตและอาร์พีเอ็ม

เราใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาทำบอดี้คอมแบต™ให้ทันสมัยขึ้นและเปลี่ยนมันไปเลย และเรามุ่งมั่นที่จะใช้เพลงจากลิสต์ของเอซราประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เราพยายามทำให้เพลงดูวัยรุ่นมากกว่าที่ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราอยากให้เป็น ในขณะที่สำหรับอาร์พีเอ็มแล้ว เพลงมันก็เวิร์คในแบบที่เป็นอยู่แล้ว: มีเพลงบางประเภทที่เข้ากับอาร์พีเอ็ม มันแค่ไหลไปได้เรื่อยๆ ในแบบที่คลาสต้องไป – คุณจะรู้ว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเพลงมากนักในแต่ละรีลีส แต่ถึงฉันจะพูดแบบนั้น เกล็นบอกว่าเขาต้องใช้เวลาในการเลือกเพลงให้อาร์พีเอ็มมากกว่าบอดี้ปั๊ม เพราะอาร์พีเอ็มนั้นขึ้นอยู่กับเพลงอย่างมาก เพราะคุณอยู่บนจักรยานตลอด จึงเป็นเรื่องของเส้นทางเสียงเพลงและก็ค่อนข้างลึกซึ้ง - เมื่อท่าทางนั้นถูกจำกัดและคุณไปไหนไม่ได้ นี่จึงต้องเป็นเพลงที่บ้าๆ หน่อย และฉันจะสร้างโครีโอกราฟฟีที่บ้าๆ ให้เข้ากัน

เราพยายามที่จะหาแบ็คอัพให้เพลงของเราทั้งหมดเนื่องมาจากกระบวนการขอลิขสิทธิ์ ด้วยวิธีนั้น เราจึงสามารถสร้างโครีโอกราฟฟีจากลิสต์ที่เราตั้งใจได้ และถ้าแทรคนั้นๆ โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เราจะมีทางเลือกที่จะใช้เพลงคัฟเวอร์หรือเอาอีกแทรคมาแทน ถ้ารีลีสนั้นๆ ไม่ให้ความรู้สึกว่าเข้ากับเสียงเฉพาะนั้นหรือแนวคิดแบบนั้น เราจะหาอย่างอื่นมาแทน แต่ถ้าเป็นเสียงที่เราคิดว่าเราคัฟเวอร์ได้และน่าจะเข้ากันเป็นอย่างดีและเป็นเสียงที่เราต้องการจะใช้ เราก็จะเอามาปรับเป็นเพลงคัฟเวอร์

 

ความแตกต่างระหว่างผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟและผู้อำนวยการโปรแกรม

ถ้าแต่ละรีลีสเป็นเหมือนบทความหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟก็เหมือนบรรณาธิการ ผู้อำนวยการโปรแกรมนั้นรับผิดชอบด้านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และเรารับผิดชอบในการช่วยพวกเขาเรื่องการเลือกเพลงและโครีโอกราฟฟี เราปรับเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งหมดสมดุลและรู้สึกใช่ และรู้สึกดีและเราก็อยู่ในเทรนด์ที่เป็นกระแส และเป็นทิศทางที่โปรแกรมกำลังจะไป ผู้อำนวยการโปรแกรมจะเป็นครีเอทีฟโดยธรรมชาติที่รับผิดชอบการสร้างสรรค์และเราอาจจะดึงพวกเขาเข้ามา หรือเข็นพวกเขาไปข้างหน้า

ในฐานะผู้อำนวยการโปรแกรม คุณอาจจะติดกับกับความคิดหรือเสียงบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น บอดี้แจม ปัญหาใหญ่ของแกนดาล์ฟคือเขาอาจทำให้บล็อคนั้นเรียบเกินไปเพราะเพลงมันเจ๋งมากและเขาก็เพลิดเพลินไปกับเพลงจริงๆ ซึ่งนั่นก็มีเหตุผลอยู่นะ ... ถ้าคุณใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น คุณอาจจะลงไปลึกขนาดนั้นได้ อย่างไรก็ตาม เวลาทำแบบนั้นในฐานะคนนอกที่ไม่ใช่นักเต้นมืออาชีพ ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกดีเท่าไรที่จะต้องอยู่ในเสียงแบบเดิมๆ นานเกินไป นั่นคือเป้าหมายอย่างหนึ่งของเราในกระบวนการเลือกเพลงในฐานะผู้อำนวยการด้านครีเอทีฟ – เพื่อจะรักษาเส้นทางเสียงเพลงและผลักดันเสียงใหม่ๆ เข้าสู่โปรแกรม