ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

5 วิธีทำให้ซ่าเวลาคุณรู้สึกซึม

by Les Mills Global Instructor Tribe

header image
header image

1. คิดถึงความทุ่มเทที่คนอื่นๆ ให้เพื่อมาเข้าคลาสของคุณ

มาร์ลอน วูดส์: “ฉันมักจะเตือนตัวเองว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับฉันคนเดียว มันอาจจะเป็นคลาสแรกหรือคลาสที่สี่ของฉันในวันนั้น อาจจะคลาสที่ห้าหรือสิบห้าของสัปดาห์นั้น ฉันอาจจะเครียด ฉันอาจจะเจ็ตแลก แต่มันไม่ได้เกี่ยวกับฉัน มันเป็นเรื่องของคนที่อยู่ข้างหน้าฉัน นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในหลายสัปดาห์ที่ใครสักคนในคลาสนั้นทำอะไรเพื่อตนเอง ฉันมีหน้าที่ที่ต้องให้ทุกอย่างที่ฉันมี เพราะพวกเขาให้เกียรติฉันด้วยการให้เวลาแก่ฉัน”

เรแกน คัง: “พวกเขาอาจจะเลือกไปดูหนัง ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มกับเพื่อนของเขาก็ได้ แต่พวกเขาเต็มใจที่จะมาอยู่ตรงนั้นกับคุณในคลาส จงทำเพื่อพวกเขา”

ไคลี่ เกตส์: “1. กลับไปดูที่มาของคุณ - ทำไมคุณถึงทำในสิ่งที่คุณทำอยู่? นั่นควรเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเพื่อที่มันจะผลักดันให้คุณเดินหน้าต่อ

2. คิดถึงความอุตสาหะของคนที่ตั้งใจมาคลาสของคุณ

3. ดื่มกาแฟและพับแขนเสื้อลุย - บางทีคลาสที่คุณไม่อยากสอนอาจกลายเป็นคลาสที่ดีที่สุดคลาสหนึ่งของคุณก็เป็นได้!”

เบน เมน: “ฟังเพลง mint music เวลาที่ยุ่งมากๆ ผมจะปลีกตัวเพื่อผ่อนคลาย เมื่อผมอยู่บนถนนและทั้งล้าและเหนื่อย และแค่อยากจะนอนพักในโรงแรม ผมจะคิดถึงภาพที่ใหญ่กว่านั้นและคนทุกคนที่เดินทางมาเพื่อเจอผม แล้วผมก็ไปถึงที่นั่นให้เร็วหน่อยเพื่อไปเข้าหาพวกเขา สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นและให้พลังแก่คลาสมากๆ!”

อัลลิสัน แวง: “การคิดถึงคนที่มาเข้าคลาสของคุณและรอให้คุณปรากฏตัวและมาสอน นั่นทำให้ฉันมีแรงกระตุ้นที่จะไปอยู่ตรงนั้นพร้อมรอยยิ้ม และพร้อมลุย”

มินทุ ฮาวุมากิ: “คุณจำครั้งที่เป็นผู้เข้าร่วมคลาส เมื่อตอนที่คุณรีบไปเข้าคลาสหลังเลิกงานหรือเลิกเรียน คุณรู้ว่าคุณจะเจอคนหน้าเดิมๆ ที่นั่น คุณรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นผู้สอน จะได้ออกกำลังกายดีๆ และได้คุยกันหลังจากนั้นไหม? ดึงเอาพลังในแง่บวกจากตรงนั้นและระลึกถึงผู้คนที่งดงามที่มาที่คลาสของคุณ ไม่ใช่แค่คลาสใครก็ได้ แต่เป็นคลาสของคุณ เพราะเราทุกคนจะต้องมีผู้เข้าร่วมคลาสอย่างน้อยคนหนึ่งที่ชอบการสอนของเรา ที่เรากระตุ้นเขา ที่เราสอนการออกกำลังกายที่ดีสุดๆ ให้เขา”
 
2. เปลี่ยนวิธีคิดของคุณ
เคลี่ย์ แจ็ค: “ฉันมีเพลย์ลิสต์ในโทรศัพท์ที่มีเพลงโปรดของฉัน ทั้งเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจ เพลงที่ฟังแล้วมีความสุข และก็เพลงที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าใครก็หยุดฉันไม่ได้! นี่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตฉันเลย - มันช่วยฉันได้มาก!”
 
ฉันพยายามเตือนตัวเองว่าการปล่อยวางความต้องการของฉันไว้ก่อนใน 1 ชม.นั้นอาจเปลี่ยนชีวิตใครสักคนไปได้ทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ได้ – สำหรับฉัน แค่นั้นก็คุ้มแล้ว!”
 
ที่มา/จุดประสงค์ของฉันในสิ่งที่ฉันทำก็สำคัญเหมือนกัน มันช่วยให้ฉันรีเซ็ตมุมมองได้
 
แล้วก็ คุณได้ค่าจ้างจากงานบริการนั้น – ไปปรากฏตัวและทำให้ดีที่สุดก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณในงานที่คุณทำ แค่คุณเลือกว่าคุณจะทำตามนั้นหรือไม่ทำ ... ฮ่าๆๆ”
 

เอลิซ่า เพียร์ซีย์: “คุณเปลี่ยนคำพูดเป็น “สามารถทำได้” มากกว่าพูดว่า “ต้องทำ” มันช่วยเตือนฉันว่านี่เป็นสิทธิพิเศษที่ฉันได้ทำในสิ่งนี้”

คาเมรอน โฮมส์: “คิดแค่ว่า...ได้เวลาโชว์แล้ว”

แอนเจลิกา เมอร์เซเดส โซเรียโน แมคเควด: “สิ่งที่ช่วยดึงฉันขึ้นมาคือ ‘ทริปเปิ้ล-เอ็ม’ (Triple-M): เป็นการทำสมาธิ (meditation) เพื่อขอบคุณแบบรวดเร็ว (เพื่อเปลี่ยนโฟกัสของฉันไปยังสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต) เพลง (music) (เพื่อทำให้ฉันเคลื่อนไหว) และจำไว้ว่าสมาชิก (members) ที่มาสนับสนุนเรา ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก แถมฉันยังออกจากคลาสด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และมีความสุขมากกว่าตอนที่เดินเข้าไปเสียอีก ... ไม่มีงานไหนหรอกนะที่จะให้ความรู้สึกดีได้สม่ำเสมอเท่างานนี้”

โจแอนน์ แลมเบิร์ต วอร์ด: “ฉันบอกตัวเองว่าฉันจะรู้สึกดีแค่ไหนเมื่อสอนเสร็จ มีตั้งหลายวันที่ ถ้าฉันไม่ต้องมาที่นี่ ฉันก็อาจจะไม่มา ฉันยังเตือนตัวเองว่าผู้เข้าร่วมหลายคนอาจจะรู้สึกแบบเดียวกัน – ลากตัวเองมาที่นี่เหมือนกัน ด้วยคำสัญญาที่ว่า ‘ฉันจะรู้สึกยอดเยี่ยมหลังจากนี้’ เหมือนกับฉัน พวกเขาไว้ใจฉันให้ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น ฉันทำให้พวกเขาผิดหวังไม่ได้”

อินนา ยาเนซ โอรอซโก: “มีหลายสิ่งช่วยฉัน: 1) ฉันมุ่งมั่นที่จะไปที่นั่นและสอน 2) นี่คืองานของฉันและฉันก็ได้เงินด้วย 3) ถ้าฉันเป็นพวกเขา ฉันจะอยากให้มีคนนำฉันไปสู่การออกกำลังกายที่ยอดเยี่ยม 4) ฉันเลือกเพลงที่ทำให้ฉันคึกคัก และ 5) เตือนตัวเองว่านี่เป็นการทำเพื่อพวกเขา!”

“ฉันเป็นอย่างนั้นหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะเวลาที่ฉันทำงานมากเกินไปหรือฉันกำลังรับมือกับเรื่องทางอารมณ์อยู่ การเข้าถึงเพลงนั้นพาฉันไปยังที่ที่สมบูรณ์แบบเลยล่ะ!”

แคโรไลน์ สจ๊วต ฮอร์สทแมนน์: “ในฐานะผู้เข้าร่วม ฉันมักจะรู้สึกหมดกำลังใจเมื่อผู้สอนขึ้นมาบนเวทีและเอาปัญหาส่วนตัวของเขา/เธอเข้ามาในคลาสด้วย แม้ว่ามันจะเป็นอะไรที่ธรรมดามากๆ อย่างแค่เหนื่อยหรือรู้สึกเหมือนไม่อยากอยู่ตรงนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี”

“พอตอนนี้ฉันมาเป็นผู้สอน ฉันแค่มุ่งมั่นกับตัวเองว่าจะทิ้งปัญหาของฉันเองไว้นอกห้องและทำให้ดีที่สุดบนเวที ฉันพบว่าโดยปกติเวลาฉันอยู่บนเวที ความรู้สึกไม่อยากสอนใดๆ มักจะหายไปเมื่อฉันเริ่มมีพลังงานในการสอน ถ้าฉันรู้สึกแย่จริงๆ ฉันจะสัญญากับตัวเองว่า “มันแค่ชั่วโมงเดียว แล้วเดี๋ยวคุณก็พักได้” หรือ ตัวช่วยสุดท้าย คือการหาคนสอนแทนถ้าฉันเหนื่อยเกินไปหรือเครียดมากจริงๆ และจำเป็นต้องพักในวันนั้น”

รีเบคก้า เคอร์ราน: “จำไว้ว่ามีคนจ่ายเงินมาให้คุณเพื่อให้คุณมาและพาพวกเขาออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง หลักๆ แล้วก็ทำเป็นสนุกไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะทำได้เองจริงๆ นั่นแหละ! ชีวิตต้องเดินต่อไป มันไม่ใช่เรื่องของเรา”

ฉันยังพบว่าทุกๆ งานมีช่วงที่ซ้ำซากจำเจ... แม้แต่การผ่าตัดหัวใจหรือการเป็นนักบิน! คุณแค่ต้องคอยสร้างความสดใหม่ให้ตนเองด้วยการมิกซ์รีลีสต่างๆ และวางความสนใจหรืองานอย่างอื่นไว้ก่อนตอนสอน การคิดแบบนี้ทำให้ฉันสอนมาได้หลายปี”
 
3. เอาทักษะการแสดงของคุณมาใช้

เบ็ธ แอล เฟอร์รี: “ฉันมักจะฝึก “แกล้งทำจนเราทำได้เอง” และฉันสาบานเลยว่ามันได้ผล ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ฉันไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า แม้จะเป็นตอนที่ฉันไม่อยากทำ แต่โดยธรรมชาติแล้วจะมีใครสักคนยิ้มกลับมาและมันก็จะทำให้คุณไปต่อได้ ฉันไม่ต้องทำอะไรแต่ก็ได้พลังมาจากฟีดแบ็คที่ฉันได้รับนั่นล่ะ”

นิโคลา ชาร์ลีน: “บางครั้งการเป็นผู้สอนที่ยอดเยี่ยมหมายถึงการเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมด้วย นี่เกิดขึ้นกับผมเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ตอนผมกำลังจอดรถเพื่อไปสอนคลาสบอดี้คอมแบตแทนและผมก็พูดกับตัวเองว่า “ผมไม่อยากสอนเลยจริงๆ!” นั่นคือ 10 นาทีก่อนคลาส...ผมกำลังมีอารมณ์เกรี้ยวกราดอยู่ แต่ผมรู้ว่าผมจะเดินไปทางความคิดแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้น บางทีเราก็ต้องแกล้งทำบ้าง

“ผมเริ่มจากการอินโทรตามปกติของผมด้วยรอยยิ้มที่เกินจริงและก็เล่นเพลงไปด้วย แต่พอเริ่มเล่นจากแทรคหนึ่งไปอีกแทรคหนึ่งความคิดในหัวของผมก็เข้ากับสิ่งที่ผมแสดงออกมา ผมมีความสุขอย่างแท้จริงที่ได้สอนและคนในคลาสผมดูมีความสุขที่ได้อยู่ตรงนั้น สำหรับผม มันคือการตั้งสมมติฐานว่าทำไมผู้เข้าคลาสของผมถึงมาอยู่ตรงนั้น บางทีมันอาจจะเป็นการหลีกหนีจากความจริงของพวกเขา และบางทีอาจแค่เป็นเรื่องฟิตเนส แต่มันคือหน้าที่ของเราที่จะนำเสนอการหลีกหนีนั้น “ที่มา” ของผมจึงเป็นมากกว่าการทำให้ผู้คนมีรูปร่างที่ดี มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าผมรู้ว่าผมมีผู้เข้าร่วมคลาสที่มีปัญหาส่วนตัวและชั่วโมงนั้นเป็นชั่วโมงที่พวกเขาต้องการจริงๆ ดังนั้นผมจึงเก็บความคิดตัวเองไว้ก่อน ถ้าคุณเข้าถึงผู้เข้าร่วมคลาสของคุณได้ในขณะที่คุณสอน ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป”

ดอว์น คุชชิ่ง: “ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวอยู่แล้ว บ่อยครั้งที่ฉันต้องดึงเอา “คาแรคเตอร์ผู้สอน” ออกมาและแสดง ฉันใช้เทคนิคที่ได้จากคลาสการแสดงจริงๆ มาใช้ และพอประมาณเพลงที่สอง ฉันจะเริ่มเข้าถึงคลาสมากขึ้นและมันก็ไม่ใช่การแสดงอีกต่อไป บางครั้งฉันบอกความจริงพวกเขาและขอให้ผู้เข้าร่วมของฉันพากันไปให้จบคลาส ทุกคนก็มักมีวันแบบนั้นกันทั้งนั้น”

4. กาแฟ...

เกล็น ออสเตอร์การ์ด: “กาแฟดำเข้มนั่นแหละที่ช่วยได้!”

“การออกแรงกระตุ้นกล้ามเนื้อแบบ Priming workout ก่อนคลาสจะช่วยทำให้ผมพร้อม – การยืดหรือแกว่งเคตเติลเบลล์นั้นดีเลยสำหรับการอบอุ่นกล้ามเนื้อมัดด้านหลัง ... สแนตช์ คลีนก่อนคลาสบอดี้ปั๊ม™ การวิ่งก่อนคลาสอาร์พีเอ็มจะช่วยเปิดระบบพลังงานแบบแอโรบิกได้

“แต่ยังไงก็ต้องกาแฟดำเข้มๆ – กาแฟดำช็อตเดียว หรือเพิ่มช็อต”

เจนนิเฟอร์ แมคเคลียรี โคซุค: “คาเฟอีนเล็กน้อยและการฟังเพลงจะช่วยปรับอารมณ์ฉันก่อนคลาสได้ ฉันสร้างเพลย์ลิสต์เฉพาะด้วยแทรคโปรดของฉันเพื่อที่ฉันจะได้ไม่หัวเสีย!”

แกนดาล์ฟ อาร์เชอร์ มิลส์: “เมื่อไรก็ตามที่ผมรู้สึกซึมก่อนคลาส ผมจะดื่มน้ำครึ่งลิตรและ 15 นาทีต่อมา – แบม! ผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก! ก่อนสอนคลาสเล็กน้อย ผมจะใส่หูฟังและยืดเพื่อเตรียมหัวผมให้โล่งและรู้สึกดี”
 
5. จำไว้ว่าคุณต้องใส่ใจตัวเอง

ดี้ เจิง: “ฉันเป็นแบบนี้บ่อยๆ มากกว่าที่ฉันคิดเพราะฉันมักจะหมดแรงจากการทำงานที่โรงพยาบาล!”

ฉันทำอยู่สองสามเรื่อง:
- เปิดเพลงโปรดของฉันและเต้นไปรอบๆ ห้อง! นี่จะช่วยให้ฉันกลับมามีอารมณ์ดีและพลังงานของฉันก็จะเพิ่มขึ้นมา

- ถ้าฉันมีช่วงวันที่ฉันรู้สึกไม่อยากสอน มันอาจจะเป็นเพราะว่าฉันละเลยการดูแลตัวเอง เมื่อไรก็ตามที่เป็นไปได้ ฉันจะตั้งใจว่าฉันจะทำอะไรเพื่อตัวเองก่อนเข้าคลาสหรือตั้งตารออะไรสักอย่างหลังจบคลาสของฉัน มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ อย่างการนั่งดื่มกาแฟคนเดียวในคาเฟ่หรือออกไปเดินเล่น

- ฉันจำ “ที่มา” ของฉันได้ ทำไมฉันถึงทำในสิ่งที่ทำอยู่? ฉันหวังให้สมาชิกของฉันรู้สึกอะไรเมื่อพวกเขาออกจากคลาสไปแล้ว? นี่จะช่วยปลุกความตื่นเต้นในตัวฉันให้พร้อมสอนคลาสและพาฉันกลับไปอยู่ในความคิดที่ถูกต้อง”

แก๊บบี้ เจมส์: “ฉันเคยทำให้ปัญหาทางสุขภาพจิตของตัวเองแย่ลงจากการบังคับให้ตัวเองสอน มันพูดง่ายนะที่จะบอกว่า “แกล้งทำ” แต่บางครั้งคุณก็ทำไม่ได้ เราให้ตัวเองแก่ผู้เข้าร่วมคลาสมากซะจนบางทีเราก็ลืมเวลาของตัวเราเอง คำแนะนำของฉันคือพักเบรคหน่อย ฉันลาพักสองสามสัปดาห์เพียงเพื่อให้เวลาตัวเองและฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาก ฉันสอนวันเสาร์ โดยเล่นเพลงโปรดทั้งหมดของฉันและนั่นก็เป็นคลาสที่ดีที่สุดคลาสหนึ่งในชีวิตการสอนของฉันเลยล่ะ! ผู้เข้าร่วมคลาสจะเข้าใจและเราก็ต้องดูแลสุขภาพจิตของเราเช่นกัน ไม่เพียงแค่ดูแลสุขภาพกายอย่างเดียว พักเบรค ออกไปข้างนอก ไปยิม ไปเต้น โยคะ วิ่ง ดูทีวี ไปนวดหลัง – แค่หยุดพักสักสองสามสัปดาห์และคุณอาจจะพบว่าคุณกลับมาอย่างสดชื่นและมีพลังเต็มเปี่ยมก็เป็นได้”
 
เทน คาราไมนา:
1. เคารพความตั้งใจที่สมาชิกในคลาสของคุณมาเพื่อที่จะเห็น...คุณ! คุณผู้สอน คือคนที่ทำให้คลาสเป็นคลาสมากกว่าแค่เสียงเพลงและโครีโอกราฟฟี

2. หาฟีดแบ็คในการสอนของคุณ – ถามผู้จัดการกรุ๊ปฟิตเนสของคุณหรือผู้สอนในคลับที่มีคนเคารพให้ลองเข้ามาดูคลาสคุณเพื่อให้ประเด็นที่คุณจะพัฒนาต่อได้ วิธีนั้นคุณจะสามารถโฟกัสในแต่ละคลาสว่าคุณจะพัฒนาการสอนและให้อะไรใหม่ๆ ที่คุณจะโฟกัสเพิ่มเติมได้

3. เรียนรู้โปรแกรมใหม่ – ความแตกต่างด้านความรู้สึกในเสียงเพลงและเสียงพูดจะช่วยเติมพลังในการสอนให้คุณอีกครั้ง

4. หางานอดิเรกใหม่หรือลองกลับไปทำงานอดิเรกเก่าๆ – ทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับฟิตเนสไปเลย อาจจะเป็นการเล่นวีดิโอเกม เข้าร่วมกลุ่มอ่านหนังสือ หรือหมกมุ่นกับการดูเน็ตฟลิกซ์ก็ได้ หรือจะเป็นงานอดิเรกที่คุณหยุดทำไปนานแล้วเพราะคุณต้องหันมาสนใจเรื่องการสอนกรุ๊ปฟิตเนส – แค่หาอะไรทำดู เขาว่ากันว่าการออกห่างจะทำให้เราคิดถึงสิ่งนั้น ดังนั้นลองทำอะไรที่ออกจากเลสมิลส์ไปเลยบ้าง ใช้ชีวิตนอกห้องกรุ๊ปฟิตเนสบ้างก็โอเคนะ

5. หาคนที่มาสอนแทนได้ในช่วงเวลาที่ต่างกัน หรือลองเข้าคลาสของคนอื่นและไปผูกมิตรเพื่อสร้างคอนเน็คชั่นไว้ – บางทีมันอาจจะน่าเบื่อที่ต้องเห็นหน้าเดิมๆ ทุกวัน ดังนั้นลองไปเข้าคลาสคนอื่นบ้าง อาจจะไปสอนแทนหรือแค่ไปเป็นผู้เข้าร่วมคลาสและทำความรู้จักสมาชิกในห้องก็ได้

6. จัดตีมคลาสเพื่อระดมเงิน – ให้คนในคลาสแต่งตัวและเอาอาหารมาด้วย ทุกคนชอบงานปาร์ตี้ดีๆ และหยุดความเครียดที่ซ้ำซากจำเจเรื่อยๆ บ้าง

7. ถ้าคุณมีลิสต์เพลงเก่าๆ ทำไมไม่ลองเอาเพลงโปรดในยุคทองสมัยที่คุณเป็นคนเล่นคลาสแล้วเอามาสอนดูบ้าง? การระลึกความหลังเป็นวิธีการที่ดีในการเพิ่มเอนโดฟิน และแทรคเก่าๆ อาจช่วยเพิ่มความหลากหลายในคลาสได้

8. ถ้าที่พูดมาทั้งหมดยังไม่ได้ผล งั้นก็พักสักหน่อย พักผ่อน หาคนมาสอนแทนคลาสคุณและไปพักร้อนช่วงสั้นๆ วิธีนี้จะช่วยทำให้จิตใจและอารมณ์ของคุณสดชื่นขึ้นและกลับมาสอนคลาสด้วยพลังที่เต็มเปี่ยมและความอยากที่จะทำเต็มที่!”

ราเชล นิวแชม: “มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสอนกรุ๊ปฟิตเนสมากว่า 20 ปีแล้วจะไม่มีช่วงที่มีปัญหาจริงๆ บ้างเลยน่ะ ฉันสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าฉันผ่านมาหมดแล้ว หลายๆ ครั้งที่ฉันพบว่าตัวเองได้รับความเข้มแข็งมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตใจและอาจจะเป็นช่วงในคลาสที่ฉันได้ขัดเกลาทักษะการสอนของฉันอย่างแท้จริง ไม่มีใครเตรียมตัวคุณให้พร้อมสำหรับสถานการณ์นั้นๆ ได้ มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะเลือกว่าจะเปิดไพ่ใบไหน ก้าวไปข้างหน้าไปยังพื้นที่ที่สร้างความเป็นตัวตนของคุณ หรือถอยหลังมาดูแลตัวเองและรักตัวเอง สำหรับฉัน ฉันจะเอาความต้องการของคนในคลาสเป็นที่ตั้งเสมอ และฉันรู้ว่าพวกเขาไว้ใจฉันให้ดึงพลังของพวกเขาออกมาและส่งแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจให้ ฉันก็เลยทำอย่างนั้นจริงๆ! หลายครั้งฉันพบว่าการโค้ชชิ่งที่ดีที่สุดของฉันมาจากคลาสแบบนี้แหละ เพราะมันออกมาจากที่ที่เป็นตัวตนของฉันอย่างแท้จริงเมื่อฉันให้ความรู้สึกทั้งหมดไป ฉันคิดออกแค่ครั้งเดียวที่ฉันไม่ได้สอนคลาส และนั่นไม่ได้เกิดจากฉันถอนตัว แต่เป็นเพราะฉันขีดเส้นเองและเอาความต้องการของฉันมาก่อนการทำงานอยู่ครั้งหนึ่ง และมันก็ผ่านไปนานแล้ว”